ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
สหภาพแรงงานไทยเรยอน
สหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท.จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานเครือ ไ.อาร์.ซี.ที. จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงแรงงาน จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สหกรณ์ออมทรัพย์กรมป่าไม้ จำกัด
สหภาพแรงงานไทยคารบอนแบล็ค
สหกรณ์บริการพันธมิตรแม่พิมพ์ไทย จำกัด
สหกรณ์บริการขนส่งและการค้า จำกัด
สำนักนายทะเบียนและกฎหมาย
ห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ กรมส่งเสริมสหกรณ์
สหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานไทยอคริลิคไฟเบอร์ จำกัด
สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงและค้าสัตว์อ่างทอง จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอ่างทอง จำกัด
สำนักงานที่ดิน จังหวัดอ่างทอง
สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด
ศูนย์พัฒนาคุณธรรมจังหวัดอ่างทอง
กรมส่งเสริมสหกรณ
สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง
สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง
สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเลย จำกัด
สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการประปานครหลวง จำกัด
สหกรณ์บริการพนักงานการไฟฟ้านครหลวง จำกัด
มูลนิธิพัฒนาสหกรณ์แห่งเอเชีย

                                      พระตำหนักคำหยาดหรือพระที่นั่งคำหยาด                                     

            อยู่ในทุ่งนา  ตำบลคำหยาด  อำเภอโพธิทอง    มีลักษณะเช่นเดียวกับตำหนักทุ่งหันตรา    คือก่อเป็นตึก
สูงจาก พื้นดิน 5 ศอก  ผนังชั้นล่างเป็นช่องคูหา ปูพื้นกระดานชั้นบนซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มจรนำ  หลังคาในประธาน 3  ห้องมุขลดหน้าท้าย รวมเป็น 5 ห้อง    มีมุขเด็จทั้งหน้าหลัง  ด้านข้างมุขเด็จเสาหาร  มีอัฒจันทร์ขึ้นข้างมุข  หลังอุดฝาตัน  เจาะช่องหน้าต่างไว้สูง  ที่หว่างผนังด้านหุ้มกลองเจาะเป็นคูหา  ทั้งข้างหน้าข้างหลังมีช่องคอสอง  เป็นฝีมือช่างแบบลพบุรี ยาวตลอดหลัง 9 วา 2 ศอก ขื่อกว้าง 5 วา  อุดหน้าต่างมุขลดด้านหลังทั้ง 2 ด้าน  หันหน้าไปทางตะวันออก  ข้างด้านใต้มีวิหารเล็ก หรือหอพระหลังหนึ่ง  แยกอยู่คนละโคก
            พระตำหนักหลังนี้สันนิฐานว่า  กรมขุนพรพินิตหรือเจ้าฟ้าอุทุมพร หรือที่เรียกอีกพระนามหนึ่งว่า ขุนหลวง
หาวัด พระอนุชา สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์  ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อครั้งเสด็จออก
ทรงผนวชที่วัดโพธิทอง  ซึ่งอยู่ห่างจากพระตำหนักนี้ประมาณ 2 กิโลเมตร

วัดป่าโมกวรวิหาร


            ตั้งอยู่อำเภอป่าโมก  ตามพงศาวดารเมืองเหนือกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พระพุทธไสยาสน์
เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะสุโขทัย วัดนี้เป็นวัดสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาครั้งสงครามยุทธหัตถี เมื่อ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีฑาทัพไปรบกับพระมหาอุปราชา    พระองค์ได้เสด็จมาชุมนุมพล และสักการะ
พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์นี้   พระองค์ได้ประทับพักแรมและทรงสุบินนิมิตรว่า ได้ทรงลุยน้ำไปพบจระเข้ ได้
ทรงต่อสู้กับจระเข้ และทรงฆ่าจระเข้ตาย  ต่อมา เมื่อทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาก็ทรงมีชัย ทรงใช้
พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชา สิ้นพระชนม์บนคอช้าง
            ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2271 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ  กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เซาะตลิ่งทะลาย
ลงมาตามลำดับ จนใกล้ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ชะลอ
องค์พระออกมาห่างจากตลิ่ง ให้พ้นเขตน้ำเซาะ และได้สร้างอาคารเสนาสนะขึ้นใหม่ ได้แก่ พระอุโบสถและวิหาร
พระพุทธไสยาสน์ วิหารเขียน ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน
            ตามพงศาวดารเมืองเหนือได้กล่าวถึงวัดป่าโมกอยู่ตอนหนึ่งว่า พระมหาเถรไลลายได้อัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 650 พระองค์ กับ ต้นพระศรีมหาโพธิ 2 ต้น มาจากเมืองลังกา และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก 36 พระองค์
            ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า  เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1480  พระมหาพุทธสาคร เชื้อพระวงศ์กษัตริย์ทาง
เมืองเหนือ  ได้ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระพุทธไสยาสน์องค์นี้  จึงประมวลเรื่องได้ว่า เมื่อ ปี พ.ศ. 1480 พระมหาพุทธสาคร  กษัตริย์ทางภาคเหนือ และพระมหาเถรไลลาย ได้ร่วมกันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก

 พระวิหารพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร

              อยู่ที่อำเภอป่าโมก  สร้างในรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา
ตอนปลาย  ก่ออิฐถือปูนเครื่องบนเป็นไม้  รูปทรงฐานและหลังคาโค้ง  ทรงสำเภา หรือโค้งท้องช้าง  ผนังด้าน
ตะวันออกเจาะเป็นช่องประตู 1 ช่อง ตรงกับฉนวนทางเข้าพระวิหาร ที่เหลือเจาะเป็นช่องหน้าต่างรวม 6 ช่อง  มีเพิงหลังคาคลุมโดยมีเสากลมรองรับสี่ต้น  ปลายเสาประดับด้วยบัวกลุ่ม ผนังด้านทิศใต้ทึบ  หลังคาทำเป็นสอง
ชั้นซ้อน 3 ชั้น ลด  มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วยดินเผาชนิดไม่เคลือบ  กระเบื้องเชิงชายเป็นลายนูนริ้วคล้ายใบไม้  หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์  หน้าบันทั้งสองด้าน เป็นเครื่องไม้คั่นตัว เป็นลายประกน  ระหว่างช่อง
ประกนประดับลวดลายเฉพาะช่อง เป็นลายก้านขดศิลปอยุธยา  เป็นงานแกะไม้ลงรักปิดทอง  ด้านล่างประดับ
กระจังปฏิภาณและกระจังรวน  บานประตูหน้าต่างประดับลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ หน้าขบก้านแย่ง  เพดานกรุ
ไม้ทึบ พื้นสีแดงชาด  ลายฉลุปิดด้วยทองคำเปลว มีเสาสี่เหลี่ยมหลบมุม มีบัวปลายเสาจำนวน 16 ต้น รองรับเครื่องบน

วัดไชโยวรวิหาร

          เดิมเป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด  ต่อมาสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม  ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ใช้เวลาสร้างนานถึงสามปี เสร็จในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงได้ถวายให้เป็นวัดหลวงได้รับพระราชทานนามว่า วัดเกษไชโย
          ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในปี พ.ศ. 2430 ได้มีการบูรณปฎิสังขรวัด สร้าง
อุโบสถและวิหารพระโต  การก่อสร้างครั้งนี้ทำให้พระพุทธรูปที่สร้างไว้เดิมพังลง  พระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้า ฯ จึงได้ทรงโปรดเกล้า ฯ  ให้สร้างองค์พระขึ้นใหม่  ใช้เวลานานถึง 8 ปี จึงเสร็จ  พระราชทานนามว่า
พระมหาพุทธพิมพ์  วิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธพิมพ์มีขนาดสูงใหญ่มากและมีรูปทรงที่แปลกตาไปจากที่เคยเห็น
โดยทั่วไป  มีศิลปะแบบโกธิคผสมอยู่ด้วย  ตัววิหารเชื่อมติดกับ พระอุโบสถซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก
            ด้านหน้าพระวิหารมีมุขลด 2 ชั้น  เมื่อมองด้านหน้าตรงจนเห็นหลังคาประกอบด้วยหน้าบัน 3 ชั้น  ลดหลั่น
ลงมาอย่างงดงาม  หน้าบันแรกเป็นหน้าบันตัวพระวิหาร  หน้าบันกลางเป็นหน้าบันมุขลด และหน้าบันสุดท้ายล่าง
สุดเป็นหน้าบันพระอุโบสถ
            ด้านหลังพระวิหารมีมุขลด 2 ชั้น เช่นเดียวกับด้านหน้า  ตัวมุขทะยอยต่ำลงมาเป็นจังหวะได้สัดส่วนงดงาม  พร้อมทั้งลดขนาดลงมาตามลำดับในแนวเดียวกับมุขลด  หลังแรกที่ลดจากพระวิหาร มีกันสาดยื่นออกมาทั้งด้าน
หน้าและด้านข้าง  รองรับด้วยเสานางเรียงทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่า  เฉพาะด้านหน้าและด้านหลังพระวิหาร
ซ้ายขวา ข้างละ 3 ต้น  ด้านข้างซ้ายขวามีช่องประตูโค้งแหลม ด้านละ 1 ประตู
            ด้านข้างพระวิหารก่อผนังเป็น 2 ระยะ  ผนังด้านจรดหลังคามีช่องหน้าต่างโค้งแหลม ด้านละ 5 ช่อง  ผนัง
ช่องที่ 2 จากหลังคากันสาดจนถึงพื้นซึ่งเป็นช่องที่สูงมาก  ด้านล่างเจาะช่องหน้าต่างโค้งแหลมด้านละ 5 ช่อง
            หลังคาพระวิหารสร้างเป็น 2 ชั้น ซ้อน 4 ชั้นลด  ส่วนหลังคามุขลดทั้งหมดสร้างเป็น 3 ชั้นลด หลังคากันสาด
สร้างเป็น 3 ชั้นซ้อน  หน้าบันมีจำนวน 6 หน้า  ประดับด้วยลายปูนปั้น เป็นรูปพระเกี้ยววางอยู่บนพาน มีฉัตรอยู่ทั้ง
สองข้างซ้ายขวา  ด้านล่างเป็นรูปตราราชสีห์  รวมทั้งหมดประกอบด้วยลวดลายพรรณพฤกษา  สำหรับช่อฟ้า
ใบระกา และหางหงส์  ออกแบบให้ผสมผสานกับศิลปะยุโรป  แต่ภาพโดยรวมแล้วคล้ายศิลปะไทย

         ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธพิมพ์   ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิแบบขัดสมาธิ
ราบ  ห่มจีวรริ้วมีขนาดใหญ่โต  จนเป็นที่กล่าวขานกันมาแต่โบราณ  มีพุทธลักษณะคลายลงมาจากของเดิม  จนคล้าย
กับมนุษย์ทั่วไป เช่น มีพระกรรณสั้น   การห่มจีวรที่มีริ้วเป็นไปตามธรรมชาติ ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรม
ฝาผนัง  ฝีมือช่างสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   เขียนเป็นภาพพุทธประวัติมีสภาพสมบูรณ์
บานประตูหน้าต่างและด้านในพระอุโบสถมีลายเขียนสีรูปเครื่องบูชาแบบจีน   ด้านนอกเป็นลายรดน้ำเขียนลาย
พุ่มข้าวบิณฑ์  เทพพนม  ก้านแย่ง  ลายหน้าบันทั้งของพระอุโบสถ และพระวิหารเป็นลายปูนปั้น ตรงกลางเป็น
รูปสิงห์อยู่ในวงกลม  เหนือขึ้นไปเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว