คุณค่าของเงิน 1 บาท ที่แตกต่างกัน
 คนเราในโลกนี้เกิดมามีหลายอย่างที่แตกต่างกัน  บางคนเกิดมาในตระกูลที่สูงศักดิ์ และร่ำรวย  ขนาดที่ว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตไม่ต้องทำมาหารับประทานอะไร  ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เงินหมดหรือเปล่า กับอีกคนที่เกิดมาในตระกูลที่ยากจนค่นแค้นหาเช้ากินค่ำ  คนพวกนี้ก็ต้องปากกัดตีนถีบทำงาน บางทีไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วตัวเองทำงานวันละกี่ชั่วโมง  ดูแล้วมากกว่ากฎหมายแรงงานกำหนดอีก แต่ไม่ได้โอทีซักบาท...เฮ้อ...แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันแน่นอนคือ..( อยากรู้โทรมาสอบถามที่สหกรณ์ ) 
          ขณะนี้ในกระเป๋าของคุณคงจะมีเหรียญบาทอยู่ใช่ไหมครับ  เหรียญบาทในปัจจุบันเหรียญเล็ก ๆ ผิดกับสมัยก่อน  ไม่รู้ว่าที่มันเล็กลง  เพราะคุณค่าของมันน้อยลงด้วยหรือเปล่า  เงิน 1 บาท ในสมัยก่อนมีค่าน่าจะเทียบเท่ากับเงิน 10 บาท ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ( เอาเฉพาะที่ผมเกิดนั้นนะ ตอนที่เกิดไม่ทันไม่รู้จะเขียนอย่างไร ) ประมาณ 20 ปีที่แล้ว   ( รู้สึกว่าตัวเองแก่มาก ) ก๋วยเตี๋ยวชามละ 2 บาท 3 บาท อิ่มมาก ๆ  ในปัจจุบันบางทีชามละ 30 บาท ยังกินไม่ค่อยจะอิ่มเลยสำหรับบางคน
          ขณะนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าเด็กเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดมานี้เริ่มจะรู้ว่าคุณค่าของเงิน ว่ามันทำอะไรได้บ้างเนี่ย  มองเงินบาทไม่มีคุณค่าแล้ว  แต่ก่อนเจอเงิน 1 บาท

   


 

 

 

 

 

 



รู้สึกว่าวันนี้มีโชคแล้ว  เดี๋ยวนี้เจอเงิน 1 บาท บอกเจอทั้งทีแค่บาทเดียวเอง บางคนไม่เก็บอีกมองผ่านเลย  มันเป็นกันซะอย่างนั้น แต่เงิน 1 บาท ในปัจจุบันในช่วงเวลาบางเวลานั้นสำคัญมาก ๆ เช่น ตอนนี้หิวข้าวมากเลย ก๋วยเตี๋ยวข้างทาง  ชามละ 25 บาท แต่มีเงิน 24 บาท ท่านจะทำอย่างไร คงไม่แบกหน้าเข้าไปนั่งกินแน่นอนคงต้องทนหิวไปอย่างนั้น
          ในยุคไฮเท็คโนโลยี่อย่างปัจจุบันธุรกรรมทางการเงินส่วนใหญ่ใช้จ่ายผ่าน ATM มีเงิน 99 บาท ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้นะครับ  ผมว่ามีเงินมาฝากกับสหกรณ์ของเราดีกว่า  เลวร้ายยังไงก็ยังคุยกันได้อยู่ดี คนหลายคนโดยเฉพาะสาวที่ชอบเดินช็อปปิ้งตามตลาดนัดหลายคนเป็นคนขยันต่อราคา  มั่นใจว่าตัวเองซื้อของราคาถูกกลับบ้านกันเป็นแถวผมเคยเจออยู่ครั้งนึงจำมาได้จนทุกวันนี้  ในเรื่องการต่อราคานี่แหละ  มีแขกมาขายมุ้งตามหมู่บ้าน  ปกติแล้วที่บ้านผมก็ไม่ใช่คนมีอะไร ใจก็ไม่อยากจะซื้อหรอก แต่ต่อราคาเพื่อให้แขกกลับไป  มันกลับกลายเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงขึ้นมา  เมื่อมุ้งที่แขกมาขายขนาดนอน 3 คน สบาย ๆ ราคา 350 บาท  แม่ของผมบอกว่า ถ้าราคา 100 บาท ซื้อ  แต่ถ้าเกินจากนี้ไม่เอา ปรากฎว่าแขกตกลง  เราก็เลยต้องซื้อตามระเบียบ     ( คิดดูซิว่าจริง ๆ แล้วต้นทุนเท่าไหร่ )
          สิ่งหนึ่งที่ผมเจอมาในชีวิต  ที่ผมไม่เคยเห็นใครต่อรองราคาเลย  แม้แต่ตัวผมเอง คือ ค่ารักษาพยาบาล  ไม่ว่าราคาแพงขนาดไหนไม่เห็นใครต่อราคาเลย  สุดท้ายมนุษย์เราต้องการจริง ๆ เพียงปัจจัย 4 คือ  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรค  ไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเลย  เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมันไม่น่าจะอยู่ที่เงิน  มันน่าจะอยู่ที่ความสุขของชีวิตมากกว่า  ตรวจสอบดูซิว่าวันนี้ท่านใช้เงินดูแลความสุขในชีวิตของท่านได้สมเหตุสมผลหรือยัง ?