| มุม Link |
จังหวัดอ่างทอง | ||||||||||||||||||||||||||||||
|
พระตำหนักคำหยาดหรือพระที่นั่งคำหยาด ![]() อยู่ในทุ่งนา ตำบลคำหยาด อำเภอโพธิทอง มีลักษณะเช่นเดียวกับตำหนักทุ่งหันตรา คือก่อเป็นตึกสูงจากพื้นดิน 5 ศอก ผนังชั้นล่างเป็นช่องคูหา ปูพื้นกระดาน ชั้นบนซุ้มหน้าต่างเป็นซุ้มจรนำ หลังคาในประธาน 3 ห้อง มุขลดหน้าท้าย รวมเป็น 5 ห้อง มีมุขเด็จทั้งหน้าหลัง ด้านข้างมุขเด็จเสาหาร มีอัฒจันทร์ขึ้นข้างมุข หลังอุดฝาตัน เจาะช่องหน้าต่างไว้สูง ที่หว่างผนังด้านหุ้มกลองเจาะเป็นคูหา ทั้งข้างหน้าข้างหลังมีช่องคอสอง เป็นฝีมือช่างแบบลพบุรี ยาวตลอดหลัง 9 วา 2 ศอก ขื่อกว้าง 5 วา อุดหน้าต่างมุขลดด้านหลังทั้ง 2 ด้าน หันหน้าไปทางตะวันออก ข้างด้านใต้มีวิหารเล็ก หรือหอพระหลังหนึ่ง แยกอยู่คนละโคก พระตำหนักหลังนี้สันนิฐานว่า กรมขุนพรพินิตหรือเจ้าฟ้าอุทุมพร หรือที่เรียกอีกพระนามหนึ่งว่า ขุนหลวงหาวัด พระอนุชา สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชที่วัดโพธิทอง ซึ่งอยู่ห่างจากพระตำหนักนี้ประมาณ 2 กิโลเมตร ![]() วัดป่าโมกวรวิหาร ตั้งอยู่อำเภอป่าโมก ตามพงศาวดารเมืองเหนือกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พระพุทธไสยาสน์เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะสุโขทัย วัดนี้เป็นวัดสำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้งสงครามยุทธหัตถี เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จกรีฑาทัพไปรบกับพระมหาอุปราชา พระองค์ได้เสด็จมาชุมนุมพล และสักการะพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์นี้ พระองค์ได้ประทับพักแรมและทรงสุบินนิมิตรว่า ได้ทรงลุยน้ำไปพบจระเข้ ได้ทรงต่อสู้กับจระเข้ และทรงฆ่าจระเข้ตาย ต่อมา เมื่อทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาก็ทรงมีชัย ทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชา สิ้นพระชนม์บนคอช้าง ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2271 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ได้เซาะตลิ่งทะลายลงมาตามลำดับ จนใกล้ที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ จึงได้โปรดเกล้า ฯ ให้ชะลอองค์พระออกมาห่างจากตลิ่ง ให้พ้นเขตน้ำเซาะ และได้สร้างอาคารเสนาสนะขึ้นใหม่ ได้แก่ พระอุโบสถและวิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารเขียน ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน ตามพงศาวดารเมืองเหนือได้กล่าวถึงวัดป่าโมกอยู่ตอนหนึ่งว่า พระมหาเถรไลลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธตุ ของพระพุทธเจ้า 650 พระองค์ กับ ต้นพระศรีมหาโพธิ 2 ต้น มาจากเมืองลังกา และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก 36 พระองค์ ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1480 พระมหาพุทธสาคร เชื้อพระวงศ์กษัตริย์ทางเมืองเหนือ ได้ท รงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ จึงประมวลเรื่องได้ว่า เมื่อ ปี พ.ศ. 1480 พระมหาพุทธสาคร กษัตริย์ทางภาคเหนือ และพระมหาเถรไลลาย ได้ร่วมกันบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก พระวิหารพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร อยู่ที่อำเภอป่าโมก สร้างในรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ก่ออิฐถือปูนเครื่องบนเป็นไม้ รูปทรงฐานและหลังคาโค้ง ทรงสำเภา หรือโค้งท้องช้าง ผนังด้านตะวันออกเจาะเป็นช่องประตู 1 ช่อง ตรงกับฉนวนทางเข้าพระวิหาร ที่เหลือเจาะเป็นช่องหน้าต่างรวม 6 ช่อง มีเพิงหลังคาคลุมโดยมีเสากลมรองรับสี่ต้น ปลายเสาประดับด้วยบัวกลุ่ม ผนังด้านทิศใต้ทึบ หลังคาทำเป็นสองชั้นซ้อน 3 ชั้น ลด มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วยดินเผาชนิดไม่เคลือบ กระเบื้องเชิงชายเป็นลายนูนริ้วคล้ายใบไม้ หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ หน้าบันทั้งสองด้าน เป็นเครื่องไม้คั่นตัว เป็นลายประกน ระหว่างช่องประกนประดับลวดลายเฉพาะช่อง เป็นลายก้านขดศิลปอยุธยา เป็นงานแกะไม้ลงรักปิดทอง ด้านล่างประดับกระจังปฏิภาณและกระจังรวน บานประตูหน้าต่างประดับลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ หน้าขบก้านแย่ง เพดานกรุไม้ทึบ พื้นสีแดงชาด ลายฉลุปิดด้วยทองคำเปลว มีเสาสี่เหลี่ยมหลบมุม มีบัวปลายเสาจำนวน 16 ต้น รองรับเครื่องบน ![]() วัดไชโยวรวิหาร |
||||||||||||||||||||||||||||||