เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีวันสำคัญที่น่าจดจำหลายวันเริ่มจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็น “วันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2552 ของสหกรณ์ออมทรัพย์สหภาพแรงงานไทยเรยอน จำกัด” วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็น “วันแห่งความรัก”
มีสมาชิกหลายคนสละโสดกันไปแล้ว วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เป็นสำคัญสำหรับชาวสหกรณ์ คือ “วันสหกรณ์แห่งชาติ”
ซึ่งสมาชิกหลายท่านอาจยังไม่เคยรู้จักวันสำคัญนี้ ถือได้ว่าเป็นวันเกิดของสหกรณ์ไทย สหกรณ์ทุกแห่งต่างให้ความสำคัญ
และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมในวันสำคัญนี้ และในวันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ คือวันที่ 28 เป็น “วันมาฆบูชา”
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคนไทยทุกคนที่นับถือศาสนาพุทธ คงรู้จักกันดีวันสำคัญต่าง ๆ นี้ ล้วนแต่เป็นวันที่น่าจดจำทั้งสิ้น วัน เวลา ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกชีวิตดำเนินไปข้างหน้าด้วยความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวังสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แล้วแต่ว่าจะเกิดกับใคร ความสุข ความสมหวัง เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ความทุกข์และความผิดหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ขอพบเจอ แต่ไม่มีใครจะบอกเราได้หรอกว่าเมื่อไรเราจะได้พบกับความสุข และเมื่อใดความทุกข์จะมาหาเรา
อย่างไรก็ตามขอให้สมาชิกสหกรณ์ฯ ทุกคนพบแต่ความสุข ความสมหวัง อย่าได้พบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็แล้วกัน
และเนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นวันมาฆบูชา วันจันทร์ที่ 1 มีนาคมให้ผู้ใช้แรงงานได้หยุดพักผ่อนกันอีกวัน เมื่อวันสุดท้ายของเดือนเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเรามารู้จักพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
คือ พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญที่สร้างขึ้นในจังหวัดอ่างทองของเราดีกว่า มีประวัติย่อ ๆ มาเล่าให้ฟังกันด้วยค่ะ
หลังจากพระพุทธรูปที่อาฟกานิสถาน ถูกพวกตาลีบันทำลายลงไป ความโด่งดัง ความยิ่งใหญ่ ในงานศิลปะพระพุทธรูป ก็ดูจะถูกบันทอน เราไม่เคยได้ยินงานบุญใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปขนาดใหญ่สักเท่าไร แต่ไม่น่าเชื่อว่า 25 ปีที่แล้ว หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ
อดีตเจ้าอาวาสวัดม่วง ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้คิดและตั้งมั่นที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่หน้าตัก 1 ไร่ 9 ตารางวาใครจะไปเชื่อ พร้อมๆกับ การก่อสร้างวัด ก็คือ การสร้างพระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ หลังจากสร้างตั้งแต่ปี 2526 จนถึงปี 2544ใช้เงินไป 50 ล้านบาท แต่ก็ยังทำได้แค่ครึ่งองค์ เนื่องจากหลวงพ่อเกษมได้มรณภาพไป งานก็มาสะดุดลง ทิ้งโครงสร้างเอาไว้แม้นเวลาจะเดินทางรวดเร็ว จนหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วก็ตาม แต่บุญครั้งนี้ได้ถูกสานต่อและสร้างจนแล้วเสร็จ งดงามอย่างหาที่ติมิได้
วัดหัวตะพาน จากเคยเป็นวัดร้างไป ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย พอกรุงแตกก็ถูกทิ้งรกร้าง แต่ก็มีพระ คือหลวงพ่อเกษม เดินทางมาบูรณะ
และสร้างงานศิลปะให้พระพุทธศาสนา เริ่มจาก โบสถ์ที่มีดอกบัวโอบอุ้มใหญ่ที่สุดในโลก วิหารเงิน ที่ประดับด้วยกระจกสะท้อนทั้งหลัง สวนนรกภูมิที่สอนเตือนจิตใจให้กับประชาชนที่เดินทางมาทำบุญไม่ให้ประมาทในการดำเนินชีวิต และงานชิ้นสำคัญที่เริ่มทำ
พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ งานศิลปะปูนปั้นใหญ่ที่สุดในโลก ปางมารวิชัย โดยมีหน้าตักกว้างถึง 67 เมตร (เข่าซ้ายถึงเข่าขวา)
และสูงถึง 92 เมตร สร้างนานถึง 25 ปีเต็ม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาให้กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์อุปถัมป์พุทธศาสนา
และต่อมาทางกรมราชองค์รักษ์ โดย พล.อณพลบุญทับได้เป็นเจ้าภาพ ตั้งกองทุนเพื่อสานต่อความตั้งใจ
เดิมของหลวงพ่อเกษม ระดมเงินสร้างต่อ จนถึง 105 ล้านบาท เพื่อจะถวายเนื่องในวโรกาส 80 พรรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในปลายปี การก่อสร้างได้สำเร็จลุร่วมถึง 90 เปอร์เซนต์ เหลือแต่ปูหินอ่อน ด้านฐาน และเรือนรับเสด็จ
พระพุทธมหานวมินทรฯ ถือเป็นสัญลักษณ์ในศาสนาพุทธ ที่ยิ่งใหญ่ และสวยงาม ที่สุดในโลกก็ว่าได้
หากจะดูพระพักตร์ก็ต้องถอยออกจากฐานประมาณ 100 เมตร และถ้าจะเดินเวียนรอบฐาน ต้องใช้เวลาเดิน ประมาณ 3 นาที
ในตัวองค์พระมีบันไดขึ้นไปชมทัศนียภาพ รอบวัด สามารถขึ้นไปได้ประมาณ ช่วงท้องเท่านั้น
งานก่อสร้างใช้คนงานที่รับช่วงนานขนาดลูกที่เกิดมายังช่วยมาสร้างพระต่อ
สมาชิกท่านใดยังไม่เคยไปเที่ยวชมและกราบไหว้ขอพร ก็ขอเชิญชวนให้ไปสักการะกันเพราะ พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ
ถือเป็นสิ่งสำคัญคู่เมืองอ่างทองไปแล้ว มีคนจากทุกจังหวัด รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวชมสักการะกันมากมาย มีคนเล่าให้ฟังว่า ขับรถจะไปเที่ยวทางภาคเหนือเมื่อผ่านมาจะถึงจังหวัดอ่างทองเห็นพระองค์ใหญ่สวยงามมากจึงขับรถเข้ามาเรื่อย ๆ โดยที่สายตาไม่ละจากองค์พระจนมาถึงวัดม่วง รู้สึกดีใจมากที่ได้มากราบไหว้ขอพรจากท่าน เราเป็นคนจังหวัดอ่างทองหรือท่านที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอ่างทองคงจะภาคภูมิใจที่จังหวัดอ่างทองของเรามีสิ่งสำคัญเกิดขึ้นอีกสิ่งหนึ่ง ถึงแม้จังหวัดของเราจะมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นวัดต่าง ๆ มากมายแต่ก็น่ายินดีมิใช่หรือ |