| เงินตาย...ขายคนเป็น |
- วรากรณ์ สามโกเศศ |
“ เงินตาย ” และ “ เงินเป็น ” มีลักษณะแตกต่างกัน หากไม่พิจารณาดูให้ดี จะมองไม่เห็น และอาจทำให้เสียประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย ยิ่งไปกว่านั้น“เงินตาย”อาจขายคนเป็นได้ด้วย เงินนั้นเป็นได้ทั้งศัตรู และมิตร ถ้าเงินนั้นเป็นเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ทุกวินาทีไม่ว่าหลับ หรือตื่น อาศัยอยู่ใต้น้ำ หรือใต้ดินลึกไปกี่กิโลเมตรก็ตาม ดอกเบี้ยจะบานอยู่ตลอดเวลา เช่นนี้ถือว่าเงินเป็นศัตรูในพื้นฐาน หากเงินที่กู้มานั้นสามารถช่วยให้เงินงอกงามคุ้มกับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เงินกู้ก้อนนั้นก็กลายสภาพจากศัตรูเป็นมิตร แต่ถ้าเงินกู้ถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า ความเป็นศัตรูของเงินก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นในทางตรงกันข้าม ถ้าเงินนั้นเป็นเงินของเราที่ได้มาจากการทำงาน และสามารถอดออมไว้ได้ส่วนหนึ่ง เงินนั้นก็เป็นมิตรกับเรา หากเอาไปฝากในธนาคาร หรือซื้อหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคง เงินก็จะงอกงามยิ่งขึ้น เงินก้อนนั้นจะยิ่งเป็นมิตรกับเรา แต่ถ้านำเงินนั้นไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์ มันก็จะกลายร่างจากมิตรเป็นศัตรูได้เช่นกัน การเป็นมิตร และศัตรู ของเงินจึงขึ้นอยู่กับที่มาของเงิน และลักษณะของการนำเงินนั้นไปใช้ เงินที่เป็นศัตรูสามารถเปลี่ยนเป็นมิตรได้ หากนำไปใช้อย่างคุ้มค่า และเงินที่เป็นมิตร ซึ่งมาจากการอดออมก็สามารถเป็นศัตรูได้ หากนำไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์ นอกจากลักษณะของการเป็นมิตรและศัตรูของเงินแล้ว เงินยังแบ่งออกได้เป็น “ เงินตาย ” และ “ เงินเป็น ”อีกด้วย ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ค่าเช่าบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็น “ เงินตาย ” ส่วนค่าผ่อนหรือที่อยู่อาศัยเป็น “ เงินเป็น ” สถานการณ์ที่เศร้า ก็คือ บุคคลหนึ่งสามารถทำให้ “ เงินตาย ” กลายเป็น “ เงินเป็น ” ได้ แต่ไม่ทำเพราะไม่รู้จนเสียโอกาส ค่าเช่าบ้าน คือ ค่าบริการสำหรับการเช่าบ้าน ทุกเดือนที่จ่ายไป มิได้ทำให้เข้าไปใกล้ความเป็นเจ้าของมันเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับเงินที่จ่ายในแต่ละเดือน ด้วยจำนวนเดียวกัน บ้านหลังเดียวกัน แต่จ่ายเป็นค่าผ่อนบ้านแล้ว เงินนั้น ก็คือ “ เงินเป็น ” เพราะทำให้เข้าใกล้ความเป็นเจ้าของบ้าน ซึ่งจะได้ประโยชน์ ทั้งมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และหากไม่อยู่เองเอาไปให้คนอื่นเช่าก็ได้ ค่าเช่าเป็นรายได้โดยไม่ต้องทำงาน ข้อแตกต่างของสองสถานการณ์ ก็คือ เงินดาวน์บ้าน ซึ่งสามารถเปลี่ยนสภาวะจากการเช่า มาเป็นการผ่อนส่ง ถ้าไม่มีเงินดาวน์บ้าน เพราะรายได้น้อยจนไม่สามารถออมได้ หรือเช่าอยู่ชั่วคราว ก็พอฟังได้ เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเป็น “ เงินตาย ”ได้ แต่สำหรับคนที่สามารถออมได้ แต่ไม่ได้ออม จนต้องตกอยู่ในสภาวะการเช่าแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเงินจะตายอยู่อย่างนั้นอย่างไม่อาจเป็น “ เงินเป็น ”ได้ สถานการณ์ที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือ บ้านก็ยังเช่าอยู่ จ่ายค่าเช่าบ้านเป็น “ เงินตาย ” อยู่ทุกเดือน แต่เมื่อมีโอกาสกู้เงิน ก็กลับเอามาผ่อนซื้อ รถยนต์เพื่อความ “ หน้าบาน ” ของตนเอง อย่างนี้เรียกว่าเป็นคนถูกทำร้ายสองต่อคือ “ เงินตาย ” ( ค่าเช่าบ้าน ) ทำร้าย และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ทำร้าย ( ตอนซื้อมาราคา 800,000 บาท หากจะขายเมื่อซื้อมาได้ 1 ปี ก็ได้ราคาแค่ 650,000 บาท ดังนั้น จึงหายไป 150,000 บาท ในเวลา 1 ปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 12,500 บาท ) “ เงินตาย ” อีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ ค่าเสื่อม ซึ่งเป็นเสมือนกับ “ เงินตาย ” ชนิดที่มองไม่เห็น ค่าเสื่อมไม่ใช่เงินสดที่ไหลออกจากกระเป๋าอย่างจับต้องได้ คนจึงมักมองข้าม ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเงิน หรือค่าใช้จ่ายซึ่งมนุษย์ที่มีทรัพย์สินเสื่อค่าได้ ต้องเผชิญอยู่ตลอดเลา และอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ยิ่งมีทรัพย์มากเพียงใด ยิ่งมีค่าเสื่อมมากเพียงนั้น ระหว่างทางที่มันเสื่อม ผู้คนมักมองไม่เห็น เพราะจับต้องไม่ได้ จะเห็นก็ต่อเมื่อขายทรัพย์สินนั้น และเรียนรู้ว่ามูลค่าของมันลดลงไปมากกว่าเมื่อตอนซื้อมา มูลค่าที่แตกต่างนี่แหละคือ มูลค่าที่สูญหายไป หรือ “ เงินตาย ” กล่าวโดยสรุป คือ “ เงินตาย ” คือเงินที่จ่ายหรือสูญเสียไปโดยมิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นในอนาคต ดังเช่นค่าเช่าบ้าน ที่ต้องจ่ายไปโดยไม่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น ซึ่งต่างจากเงินค่าผ่อนบ้าน ซึ่งเป็น “ เงินเป็น” เพราะทำให้ได้เป็นเจ้าของในที่สุด และได้ประโยชน์อีกนานาประการ ค่าเสื่อมเป็น “ เงินตาย ” เพราะเป็นเงินที่สูญไปในสภาวะจำยอม โดยเงินที่สูญไปนั้น มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในอนาคต ( ถึงแม้ว่ามัน คือราคาของการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินก็ตาม ) “ เงินตาย ” นั้นหลีกเลี่ยงได้ในกรณีของการเช่าบ้าน แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในกรณีของการเสื่อมค่า “ เงินเป็น ” นั้น คือ เงินที่เมื่อใช้ไปแล้วก่อให้ประโยชน์ในอนาคต ดังเช่น การผ่อนส่งบ้าน การลงทุนในโครงการที่ก่อให้เกิด ผลประโยชน์อย่างคุ้มค่า ถ้าบุคคลหนึ่งใช้เงินของตนเองไม่ว่าจะมาจากการออม หรือกู้เขามาอย่างไร้ความหมาย เงินที่จ่ายออกไป คือ “ เงินตาย ” ดังนั้น ถ้าจะหลีกเลี่ยงสภาวะดังกล่าว และ ต้องการทำมันเป็น “เงินเป็น ” แล้ว ก็จำต้องใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล โดยคำนึงถึงประโยชน์ ของมันในอนาคตการใช้จ่ายเงินสำหรับการบริโภคยาเสพติด การบริโภคที่ทำลายตนเองด้วยการสร้างนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา ( สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน ) การบริโภคสิ่งที่ตนเองไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อหามาได้ ( การบริโภคเกินฐานะ ) ฯลฯ คือ การใช้จ่าย “ เงินตาย ” “ เงินตาย ” ขายคนเป็น เพราะทำร้าย และทำลายเจ้าของเงินเนื่องจาก ไม่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ในอนาคต ซึ่งต่างจาก “ เงินเป็น ” ซึ่งโยงใยกับประโยชน์ในอนาคต การมีเงินมากมิได้แก้ไขปัญหาชีวิต หากอาจทำให้ชีวิตยุ่งยาก และมีปัญหามากขึ้นก็เป็นได้ ตราบที่ไม่รู้จักข้อแตกต่างระหว่าง “ เงินตาย ” และ “ เงินเป็น ” “ เงินตาย ” จะลดน้อยลง หรือแปรเปลี่ยนสภาพเป็น “ เงินเป็น” ได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจว่าอะไร คือ “ เป็น ” และอะไรคือ “ ตาย ” |